2005/Oct/13

ขอพักยกของ Movie Must See ไว้สักพัก และขอติดเรื่อง Review Love actually ไว้ก่อน...

วันนี้เราเจอกระทู้นึงดีมากๆ ความจริงการเรียนภาแบบนี้เราก็เจอมานานแล้วล่ะ เพียงแต่บางคนอาจจะไม่รู้ก็ได้ เราจึงขออนุญาตหยิบยะมาแปะไว้ในกระทู้เรานะจ๊ะ......

"เห็นผมจั่วหัวไว้อย่างงี้ คนที่เข้ามาอ่านคงต้องนึกว่ามีเรื่องเกิดขึ้นแน่ๆ จริงๆแล้วมันเป็นความอึดอัดใจมากว่าครับ ยิ่งตอนนี้ยิ่งมาขายดีวีดีเองด้วยแล้วยิ่งอึดอัดเข้าไปใหญ่ หนังที่ผมขายส่วนมากจะไม่เสียงหรือ SUBไทย เพราะมันหายาก บางอันยังไม่มีทำขายออกมาด้วยซ้ำ PM อันนึงที่ผมจะได้รับถามมาตลอดเลยก็คือ "หนังไม่มีเสียง/subไทยเหรอครับ งั้นคงไม่ซื้อ ดูไม่รู้เรื่อง"

ฮั่นแน่ คุณๆก็คงจะพูดอย่างเดียวกันใช่มั้ยครับ ก็ตรงนี้แหละฮะ ที่มันทำให้ผมคันปาก
จะไม่พูดก็ไม่ได้ ในฐานะที่ผมก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นมาก่อนครับ อันว่า คำว่าถ้าไม่มีเสียงพากย์ไทย สัปไทยให้อ่าน แล้วจะดูหนังไม่รู้เรื่องเลยนั้น คุณคิดจริงๆเหรอฮะว่ามันจะเป็นอย่างงั้นตลอด

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวไว้ก่อนเลยนะครับ ผมมะใช่คนที่เก่งภาษามากมายอะไร ไม่ใช่คนที่เก่งแกรมม่าจนพูดหมดถูกทุกอย่าง ไม่ใช่คนที่พิเศษ รู้ศัพท์มากกว่าคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน และก็ไม่เคยคิดด้วยว่าภาษาผมจะดีกว่าคุณๆ เพียงแต่ที่ออกมาเขียนคราวนี้ ก็เพราะว่าอยากให้คนที่รักหนังเหมือนผม ได้มีความสุขขึ้นมากๆเวลาดูหนัง ไม่ต้องมาพะวงกับ subนรก ไม่ต้องมาเสียอารมณ์กับการพากย์ที่ไม่เข้ากัน เท่านั้นเองคับ


1. เมื่อพูดถึงคำว่า ภาษาอังกฤษ หลายคนจะบอกว่าพูดไม่ได้ ฟังไม่ออก ด้วยเหตุผล หลักๆคือ ไม่รู้คำศัพท์ (โอ๊ย อันนี้ปัญหาใหญ่เลยฮะ หลายคนนี่สะกดคำว่า ไก่ ยังไม่ถูกเลย คำส่งคำศัพท์ก็รู้แค่ ball , school , is ,he .... เวลาฝรั่งมันพูดมา ตูจะไปฟังออกได้ไงล่ะฟะ) บางคนบอกฟังไม่ออกเพราะไม่รู้แกรมม่า ไม่รู้อิเดียม สลงแสลงก็ไม่รู้จัก tenseอะไรเป็นอะไรก็งง แถมฝรั่งเจือกพูดเร็วอีก ตูยังจับคำแรกไม่ออกเลย พี่แกพูดไปอีกประโยคแล้ว

รู้รึเปล่าเอ่ย ว่าไอ้ที่เราฟังไม่ออกนั้นน่ะ เหตุผลหลักจริงๆคือ เราออกเสียงภาษาอังกิดไม่เหมือนที่เค้าออก และเหตุผลรองคือ วิตกจริต, เขิน, อาย,กลัว....
คนอ่านเริ่มงงแล้วสิฮะ ไอ้นี่พูดแปลกๆ ตูฟังไม่ออก มันไปเกี่ยวกับพูดไม่เหมือนฝรั่งตรงไหน

2. ก่อนอื่นเลย ผมอยากให้เรารู้ธรรมชาติของภาษาอังกฤษหลักๆเอาไว้สักเล็กน้อยก่อนครับ อันอื่นๆเดี๋ยวผมแทรกๆเอา

2.1 ภาษาไทย เวลาคุณขี้เกียจพูดอะไรสักอย่างเต็มๆประโยค พี่ไทยเราจะเล่นตัดคำมันออกไปซะเลย เช่น " สวัสดีจ๊ะ อมิตา วันหยุดนี้มีโปรแกรมไปเที่ยวที่ไหนบ้างรึเปล่าจ๊ะ" พอขี้เกียจปุ๊บ จะเหลือ "ดีจ๊ะ วันหยุดนี้ไปไหนอ่ะ" เห็นมั้ยครับ เราเล่นตัดมันออกหมดเลย ประธานหาย กรรมก็มะรู้ไปอยู่ที่ไหน แต่ถามว่าเข้าใจไหม่ล่ะว่าพูดว่าอะไร ก็ต้องตอบว่าเข้าใจครับ
แต่ไอ้เจ้าภาษาประกิดเนี่ย ฝรั่งเวลามันขี้เกียจพูด มันตัดคำออกไม่ได้ครับ เช่น มันจะถาม ประโยคเดิมมะกี้
ถามเต็มๆ --> Where're you going for your holiday ?
ถามเเบขี้เกียจ --> Where're you going for your holiday ? เหมือนเดิมครับ เพียงแต่เวลาพูดคราวนี้ เค้าจะพูดให้คุณได้ยินชัดๆแค่
Where.....going.....holiday ? ถามว่าแล้วไอ้ ประโยคที่เหลือมันหายไปไหนซะล่ะ คำตอบก็คือ มันไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ แค่ฝรั่งเค้าพูดแบบอ่อนๆแบบวีคๆ นั่นก็คือเวลาฝรั่งขี้เกียจพูด เค้าจะพูดสิ่งที่ไม่สำคัญจริงๆแบบวีคๆ หรือ weak form นั่นเองครับ
weak form นั่นแหละที่เราๆงงกัน เวลาฝรั่งมันพูดรัวมากๆ เร็วจิงๆ ปรื๋อๆเลย พี่ไทยก็จะพยามจับให้ได้ซะทุกคำที่เค้าพูด อย่างงี้มันไม่สำเสร็จหรอกครับ เค้าอุตส่าห์ออกเสียงให้ได้ยินชัดๆในสิ่งที่สำคัญๆที่เค้าต้องการสื่อสารให้เราทราบ ไอ้เราก็มัวแต่ไปนั่งเเกะความหมายของคำพูดที่เบลอๆฟังไม่ออกอยู่ แล้วมันจะฟังทันมั้ยล่ะเนี่ย

2.2 นอกจากเค้าจะพูดเบลอๆในสิ่งที่ไม่สำคัญ ในสิ่งที่ไม่ใช่ข้อความหลักแล้ว บางทีเค้ายังพูดเอาคำสองคำมาเชื่อมติดกัน หรือ linking sound นั่นเอง หลายๆคนอาจจะอ๋อแล้วครับ ก็อย่างเช่น จะพูดว่า going to , want to เราก็พูดสั้นๆง่ายๆว่า gonna , wanna แทน แต่จริงๆแล้ว ภาษาอังกฤษเวลาพูดในประโยค มันจะลิงค์กันเยอะมากๆครับ เช่น จะพูดว่า

" I should like a glass of milk and an apple " คุณจะไม่ได้ยินฝรั่งพูดออกมาชัดๆว่า " ไอ ชุ๊ด ไลค์ อะ กลาส ออฟ มิลค์ แอนด์ แอน แอปเปิ้ล" หรอกครับ แต่คุณจะได้ยินเป็น

" I'd like ka glass sof milk kan dan napple" คือ เสียงพยางค์ท้ายของคำก่อน มันจาไป mix กันกับพยางค์แรกของตัวถัดมาครับ พี่ไทยเวลาท่องเวลาเรียน ก็เรียนออกเสียงแต่ตัวเดี่ยวๆมาตลอด พอมาเจอแบบนี้เข้า ก็เลยนึกว่าเค้าพูดคำศัพท์คำใหม่ที่เราไม่รู้ ก็พาลฟังมันไม่ออกไปซะงั้น

3. ทีนี้ก็กลับมาตรงที่ ทำยังไง ถึงให้ฟังฝรั่งรู้เรื่อง

คำตอบคือ คุณจะต้องออกเสียงให้เหมือนฝรั่งซะก่อนครับ ผมใช้คำว่าออกเสียงนะครับ ไม่ได้หมายความว่าให้คุณพูดภาษาอังกฤษเป็นน้ำไหลไฟดับได้ ที่ต้องออกเสียงให้เหมือนเค้าก็เพราะว่าหูเรา มันจะได้จูนคลื่นได้ถูกไงครับ เช่น ขนมหวานๆสีน้ำตาล หอมอร่อย ละลายเมื่อโดนความร้อน พี่ไทยเรียกว่า "ช็อค-โก-แลต" พอวันนึงเจอฝรั่งมาซื้อของ ฝรั่งบอกจะเอา " ช็อก-คลึท" เดี๋ยวจะพาลหยิบหมากฝรั่ง ช็อกเคล็ดสติก ให้ฝรั่งกันซะเปล่าๆ >> เหมือนที่นะก๊ะบอกมั๊ยจ๊ะ

หรือ อันนึงที่เห็นช้าดชัด พี่ไทยเรียกผักเขียวๆที่กินกันอยู่เนี่ยว่า " เว็จ เจ้ด เท เบิ้ล" วันนึงเจอฝรั่งมาขอซื้อ " เว็จ-ทะ บึล" แล้วอย่างงี้มันจาหยิบให้ถูกอันมั้ยฮะ วิชาการตลาดพี่ไทยก็เรียก " มา เก็ด ติ้ง" เเหมเน้นเก็ดซะสูงเชียะ ฝรั่งเรียก"ม้า-ขึด ทิ่ง" แล้วตกลงเรียนวิชาเดียวกันรึเปล่าเอ่ย

เพราะอย่างงี้ไงครับ คุณต้องออกเสียงให้ได้เหมือนเค้า มันถึงจะจูนกันได้ถูกว่าแกพูดเรื่องไรอยู่ ฝรั่งพูดมาว่า คะ-วีน (ราชินี) พี่ไทยควบเหลือ "ควีน" อย่างงี้ตีกันตายฮะ มะต้องพูดแย้ว

หลายคนถามว่า อ้าว แล้วหยั่งงี้ ไม่ต้องไปท่องวิธีออกเสียงที่ถูกต้องใหม่มาทั้งหมดเลยรึ ไม่ต้องเลยครับ พอเลยไอ้วิธีท่องๆจำๆแต่ก่อนเนี่ย พอได้แล้ว การจะเปลี่ยนเสียง ให้เวลาพูดคำอะไรก็ตาม(แม้แต่ภาษาไทย) พูดออกมาแล้วให้เหมือนฝรั่งพูด (ถ้าจะพูดออกมาเป็นภาษาไทย ก็ต้องพูดให้เหมือนกับฝรั่งเวลาพูดไทยอ่ะครับ เพี้ยนๆน่ารักดี) วีธีการง่ายๆ และได้ผลดีที่สุด ที่เราท้ำทำกันอยู่ทุกวี่ทุกวันนี่แหละ ดูหนังไงฮะ

ขั้นตอนการฝึกเปลี่ยนเสียง

- เอาหนังฝรั่งมาเปิดเรื่องนึง ปิด subออกให้หมด แม้เเต่subอังกฤษก็ห้ามเปิดเด็ดขาด ถ้าเป็นวีซีดี เอาสก็อดเทปทึปมาปิดไว้หน้าจอ

- เปิดหนังแล้วพูดตามพร้อมมันไปเลย ไม่ต้องเป็นประโยค ไม่ต้องให้รู้เรื่อง ไม่ต้องพูดถูก ได้ยินยังไง พูดอย่างงั้น เป็นภาษาต่างดาวก็ไม่เป็นไรครับ อย่าทำเก่งแกะคำออกเด็ดขาด ห้ามฟังออกโดยเด็ดขาดว่ามันพูดว่าอะไร (ยกเว้นไอ้พวกคำว่า yes ,no เนี่ย อันนี้ต้องออกนะจ๊ะ ไม่งั้นไม่ต้องฝึกแล้ว) ที่สำคัญให้พูดพร้อมวินาทีต่อวินาทีไปกับหนังเลย อย่ากังวลเด็ดขาดว่าจะพูดไม่ทัน บอกว่าว่าได้ยินยังไงพูดหยั่งงั้น เพราะงั้นไม่ต้องรอให้มันพูดจบประโยคแรกแล้วเราค่อยพูดตามนะครับ ย้ำอีกทีว่าต้องพูดพร้อมกันเลย มันพูดไปถึงตรงไหนเราก็ตามไปให้ติด ไม่จำเป็นต้องเก็บหมดทุกคำ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ อันไหนได้ยินชัดก็ออกเสียงตามชัด อันไหนมันพูดเบลอๆเราก็เบลอๆ เออๆออๆ ตามไปให้โทนเสียงใกล้ๆกันเป็นใช้ได้ครับ

- อันนี้สำคัญ เวลาพูดตาม Acting ตามไปด้วย พระเอกมันตะคอกด่านางเอง แล้วทุบโต๊ะ เราก็พูดเสียงตะคอกๆมั่ง ทุบที่นั่งเราตามไปด้วย ไม่งั้น มันไม่อินนะครับ แล้วจะสำเร็จยาก ไม่เชื่อคอยดูเถอะ

- ทำอย่างงี้ทุกวันครับ อาทิตย์แรกๆ จะพูดตามมันไม่ทันมันหรอกครับ เอาเท่าที่จับได้แล้วพูดตามก็พอ อาทิตย์ต่อๆมา มันจะเริ่มลื่นเอง มันจะเริ่มไหลเอง จะมีเสียงสูงๆต่ำๆขึ้นลงเองครับ แต่ยังไงก็ไม่มีทางฟังเค้าออกทุกคำหรอกนะครับจำไว้ ไอ้ที่เค้าพุดเบลอๆ เราก็พูดเบลอๆให้โทนเสียงมันใกล้ๆกัน โอเคแล้ว

- ถ้าฝึกทุกวัน วันละ1-2 เรื่อง 1-1เดือนครึ่งครับ เสียงเปลี่ยนทันที เวลาพูดเสียงจะเริ่มแตก มีฟุดๆฟิดเล็ดๆออกมาเวลาพดูคำไทยๆ ลิ้นจะเริ่มอ่อนกว่าปกติ เวลาพูดตัว ด ,ท มันจะดันๆเพดานปากชอบกล

ถ้าเสียงเปลี่ยนได้ ไอ้ภาษาที่เราพูดผิดๆข้างบนที่ผมบอก มันจะมาเองครับ เพราะเราดูหนังมาตั้งเยอะ เสียงพวกนี้เข้าหัวหมดแล้วครับ ไม่ต้องจำเลย อาจจะนึกไม่ออกในทันทีนะครับว่าไอ้คำนี้เวลาฝรั่งพูดเค้าจะออกเสียงไง แต่เมื่อไหร่ก็ตามถ้าเราได้ยินเสียงฝรั่งพูดมา เราจะรู้ทันทีเลยครับว่ามันเป็นไอ้คำนี้แหละ เคยเข้าใจเคยดูมาแล้วในหนัง เเม้อาจจะไม่รู้ความหมายก็ตาม ..มันก็ต้องคุ้นๆ บ้างล่ะน่า

4. ในขณะที่เราฝึกเปลี่ยนเสียง เราก็ได้ฝึกการพูดไปด้วยนะครับ เเต่เวลาเอามาใช้จริงๆ ถามว่าทำไงถึงพูดภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องคิดก็พูดออกมาได้เลย มันมีวิธีด้วยเหรอ?

อย่างที่ถามไปมะกี้ คุณคิดว่าคุณพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เพราะอะไรครับ

- ไม่รู้คำศัพท์ ผมอยากถามว่าถ้าผมจะให้คุณพูดภาษาอังกฤษประโยคนี้ครับ

" (สมมติเห็นแมงสาปวิ่งมาทางเรา) ว้ายๆ เเมลงสาปอ่ะ เอามันไปไกลๆ อย่าไปฆ่ามันนะ โยนไปโน่นดิ ว้าย!!! " โอเค ประโยคนี้ท่าจะมีคำยากอยู่คำเดียว คือแมลงสาป คำอื่นๆ มัน=it ไกล=far ฆ่า=kill โยน=throw สมมติว่าผมให้คำศัพท์ที่แปลว่าแมลงสาปกับคุณ คุณคิดว่าคุณจะพูดได้มั้ยครับ อ้าว!ก็ไหนบอกพูดไม่ได้เพราะไม่รู้ศัพท์นี่นา ก็นี่ให้ศัพท์ไปหมดแล้วอ่ะ จิงมะ

- พูดไม่ได้ เพราะไม่รุ้แกรมม่า โอเคครับ อันนี้ยาวหน่อย คุณจำได้มั้ยเอ่ย ว่าที่คุณใช้ภาษาไทยกันอยู่ทุกวันๆนี้อ่ะ มันก้มีไวยากรณ์ของภาษาไทยทุกประโยคใช่มั้ยครับ ผมถามหน่อยครับ มีใครกล้ายกมือมั้ยฮะว่าคุณใช้ภาษาไทยไม่ผิดเลย (เงียบ...)
แล้วทำม้าย ทำไม เราถึงได้กลัวกันนักกันหนาว่าใช้ Grammar ภาษาอังกฤษผิดแล้วชีวิตจะฉิบหายวายวอด

คุณๆจำได้มั้ยครับ ว่าตอนคุณเด็กๆที่พ่อแม่อุ้มดื่มนมน่ะ จาภาษาไหนๆคุณก็ฟังไม่ออกพูดไม่ได้ทั้งนั้นแหละ ได้อยู่แค่ แงๆๆเท่านั้น แล้วคุณพ่อ คุณแม่คุณก็เริ่มสอนคุณพูดภาษาไทย มีพ่อแม่บ้านไหนมั้ยครับ ที่สอนลูกอย่างงี้

แม่ : " ลูกรักเเม่มั้ยจ๊ะ"
ลูก (พอรู้ความหน่อยๆแล้ว) : รัก
แม่ : ไม่ได้นะจ๊ะลูก ไม่ได้ ลูกพูดผิดนะจ๊ะ ลุกต้องขึ้นต้นประโยคด้วยประธาน ซึ่งลูกเป็นผู้ชายต้องใช้คำว่าผม แล้วตามด้วยกริยาคือคำว่ารัก แต่เผอิญไอ้กริยารักเนี่ย มันเป็นสกรรมกริยา คือเป็นกริยาที่ต้องมีกรรมมารองรับ เพระางั้นลูกต้องบอกต่อด้วยว่ารักใคร เช่น รักแม่ รักพ่อ และทำให้ประโยคดุสุภาพขึ้นด้วยการพูดคำว่าครับตบท้ายนะจ๊ะ
เพราะงั้น ลูกต้องตอบแม่ว่า ผมรักแม่ครับ ถึงจะถูกนะลูก
<< มีตัวอย่างให้ดูใน Lemony Snicket.... กับตัว Aunt Josefin... เหอๆ

มีมั้ยฮะ มีบ้านไหนสอนลูกกันอย่างงี้มั้ย แล้วทำไมเราโตมาขึ้น ป.1 ป.2 ก็พูดคุยกับชาวบ้านชาวช่องเค้ารู้เรื่องดี จะเอาไรจะล้อใครก็พูดได้เข้าใจกัน จนพอมาขึ้นประถมสูงๆโน่น ถึงเริ่มมาเรียนไวยากรณ์ไทยกัน ที่ผมอยากจะบอกคือ ตอนเด็กๆมันก็ไม่รู้ไวยากรณ์ แต่พูดได้ ไอ้เราไม่รู้ grammar ภาษาอังกฤษ จะพูดไม่ได้เชียวรึ

- พูดไม่ได้ เพราะใช้ Tense ไม่เป็น หลายคนบอกว่าตัวเองใช้tense ผิด จะไปพูดได้ยยังไงกันล่ะจ๊ะ
ไอ้ Tense ที่เราๆท่านๆเข้าใจกันทุกวันนี้น่ะ แน่ใจแล้วเหรอว่าเข้าใจกันถูกแล้ว เวลาผมถามใครว่า Tense ใช้ยังไง คำตอบส่วนใหญ่เป็นงี้ครับ " ใช้ตามเวลาจ๊ะ ปัจจุบันใช้ present อดีตใช้ past tense อนาตต ใช้ Future " พอผมถามต่อไปว่า แล้วไอ้ past tense กับ present perfect tense เนี่ย มันต่างกันไง เค้าก็ตอบว่า " past tense ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ส่วนpresent perfect tense เนี่ย ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตแล้วดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน "

คุณๆท่องกันมาอย่างงี้ใช่มั้ยครับ ถ้าถามผมว่าแล้วที่ตอบมาถูกมั้ย ผมตอบว่าถูกครับไม่ผิด แต่คุณรู้มั้ยครับว่าการจะพูด tense อะไรในประโยค สิ่งที่เค้านึกถึงกัน มันไม่ใช่เวลาครับ แต่เป็นความรู้สึกของคนพูดที่ต้องการให้คนฟังรู้สึกยังไงต่างหาก

อาจจะยังงงกันอยู่ ผมยกตัวอย่างแล้วกันครับ แต่ก่อนนี้มันจะมีข่าวภาคเช้า ช่อง5หรือ 11 ผมจำไม่ได้ฮะ เป็น Good Morning News ข่าวภาษาอังกฤษภาคเช้าครับ เนื้อข่าวที่เค้าจะเล่าให้ฟังก็จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมือ่คืนก่อนครับ เช่น รถบรรทุกประสานงากัน งี้เป้นต้น แต่เวลาอ่านข่าว เค้าใช้ Present tense ครับ ไม่ว่าจะเป็น simple หรือ continueous ก็ตาม อย่างงี้ถ้านักภาษาศาสตร์มาเห็นดิ้นตายเลยนะครับ เพราะมันต้องใช้ past tense เเน่ๆ ก็เรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้วอ่ะ แต่ผู้บริหารรายการเค้าเป็นฝรั่งแท้ๆครับ อาจารย์ผมก็อยากรู้ครับ แต่อายไม่กล้าถามก็เลยไปลองเรียบๆถามเพื่อนนักอ่านข่าวด้วยกันดูก่อน "เอ่อ ทำไมใช้ present tense ล่ะคะ ก็มันเกิดไปแล้วนี่นา" เพื่อนเค้าตอบกลับมาว่า "อ๋อ อยากให้ข่าวดูสดน่ะ" อาจารย์ผมนึกว่าเค้าพูดเล่นฮะ ไปถามคนอื่นๆ เค้าก็ตอบเเบบเดียวกันหมด จนทนไมไหว ไปถามฝรั่งที่คุมรายการ ถึงได้บางอ้อมาว่า เค้าต้องการให้ผู้ฟังรู้สึกว่าข่าวที่กะลังฟังอยุ่ มันสดใหม่ เหมือนกะลังเกิดขึ้นเลย

นั่นก็คือ การใช้ tense มันอยู่ที่ความรู้สึกต่างหากครับ ว่าคุณอยากจะให้คนที่คุณคุยด้วยเค้ารู้สึกยังไง ไอ้ present perfect tense ที่คุณๆท่องกันมาแทบตายแต่เเรกน่ะลองดูนะครับ
สมมุตเหตุการณ์ให้ครับ คุณเป็นผู้หญิง แล้วเคยไปฆ่าผุ้ชายตายเมื่อ 10 ปีก่อน
วันนึงเล่าให้เพื่อนฟังถึงสิ่งที่เคยทำมาก่อน
ใช้ past tense : I killed him.
ใช้ present perfect tense : I've killed him.
ทั้งคู่ใช้ถูกทั้งคู่ครับ ไม่ผิดแกรมม่า ไม่ผิดไวยากรณ์เลย แต่ความรู้สึกที่เพื่อนคุณได้รับจากการคุยกัน ต่างกันครับ
ถ้าคุณบอก I killed him. = อ๋อ เออฉันเคยฆ่ามันตายเมื่อสิบปีก่อนแหละ ความรู้สึกที่เพื่อนคุยจะได้ก็คือ เค้าจารู้สึกเฉยๆฮะ คือรับรู้แล้วว่าเมื่อสิบบีก่อน คุณฆ่าไอ้คนนี้ตาย แล้วก็จบ แค่นั้น แค่ถ้าคุณพูดว่า I've killed him. อันนี้เพื่อนคุณจะเห้นภาพขึ้นมาทันทีฮะว่า ตอนคุณพูดเนี่ย ความหลังมันฝังลึกในใจคุณ คุณยังเจ้บเเค้นไอ้คนนั้นอยู่ที่ไปมีคนใหม่ คุณยังนึกภาพเห้นมือตัวเองเปื้อนเลือดที่แทงมันอยู่เลย
ก็แค่นั้นแหละครับ ใช้เฟอร์เฟก ถ้าอยากให้คนที่คุณคุยด้วยรู้สึกว่าคุณยังแคร์ คุณยังนึงถึง ยังนึกภาพ ภาพยังติดตา ฯ ใช้ past ถ้าอยากให้เพื่อนคุณรู้ว่ามีไรเกิดขึ้นในอตีดบ้าง โดยใช้ simple ถ้าอยากให้เพื่อนของคุณเห็นเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นเป็นฉากๆ เหมือนดูรูปถ่ายทีละใบ และใช้ continueous ถ้าอยากให้เพื่อนของคุณเห็นเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องราวที่มีการเคลื่อนไหว เหมือนการดูภาพยนต์
<< จะมีพวก past perfect etc. (แบบที่เรียนมากะพี่มด)

ทีนี้คุณก็รู้เเล้วล่ะครับ ว่าไอ้ที่พูดไม่ได้ พูดไม่ออก จุกอยู่ตรงคอยหอยเนี่ย มันไม่ได้เป็นเพราะไม่รู้ศัพท์ ไม่รู้แกรมม่า หรือไม่รู้ tense ฝรั่งแท้ๆเองก็ยังใช้แกรมม่าผิดครับ เด็กฝรั่งครอบครัวนึงที่ผมเคยไปหา อายุประมาณ 5-6 ขวบครับ ยังพูดได้แต่ present กับ past sim ,con พูดเฟอร์เฟกได้นิดหน่อย แต่ยังไม่เก่งเพราะมันยังซับซ้อนอยู่ แกรมม่าแกก็ใช้ผิดครับ

ผมถามแก่ว่า Danny,where's your daddy. แกตอบว่า he go to work. แกรมม่าผิดเต็มๆ พ่อแกไม่ได้อยู่นี่เป็นสรรพนามบุรุษที่สาม กริยาต้องเติม s
เห็นมั้ยครับ ต่อให้เจ้าของภาษาเอาเค้าก้ยังพูดแกรมมม่าผิด และถึงต่อให้คุณใช้แกรมม่าถูกต้อง 100% ฝรั่งไม่รู้เรื่องก็มีนะครับ

อันนี้เป็นเรื่องจริงที่อาจารย์ผมมาเล่าให้ฟังฮะ วันนึงมีฝรั่งเอาซองเอกสารไปยื่นที่กรม.. ฝรั่งแกก็หิ้ว ผู้หญิงอย่างว่า ไปด้วยอ่ะครับ คงกะว่าจะไปต่อกัน วันนั้นเลขานุการเป็นคนรับเรื่องพอดีครับ เธอจบมาจากเมืองนอกเลยครับ แกรมม่าฟิตมากๆ ฝรั่งถามว่าจะเอาเอาสารไปวางไว้ที่ไหนได้ แกก็ตอบซะยืดยาวเชียว พูดจบฝรั่งก็ทำหน้างงนิดๆแล้วถามว่า What? เลขาแกก็อึ้งไปเลยครับ พอดีผู้หญิงหากินที่มาด้วยแกก็แทรกขึ้นมา you you (สะกิดฝรั่ง) left ! (พูดกระแดะเต็มที่ ) แล้วก็ชี้มือไปทางซ